ไปเฝ้าพระอินทร์ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์กันเถอะ (ชวนเอไอคุยเรื่องสวรรค์ เดอะซีรีย์ ตอนที่ 2)
สวัสดีค่ะคุณผู้อ่าน
จริงๆโพสต์นี้มาเร็วกว่าที่คาดมาก เรากะว่าให้โพสต์สวรรค์ชั้นที่หนึ่งมีคนอ่านร้อยกว่าคนก่อน ซึ่งคาดเอาว่ากว่าจะถึงก็...เป็นเดือน ที่ไหนได้ เมื่อวานยอดวิวทะลุร้อยไปแล้ว (ตกกะใจ กูเกิ้ลปั่นป่ะเนี่ย) อีกทั้งเขียนๆไปเพิ่งเห็นว่าตัวเองผิด ก็เลยเอาวะ
มาต่อกันที่สวรรค์ชั้นที่สอง อะไรนะคะ เราโพสต์ชวนไปนอน ไม่ใช่ค่ะ!!! พระอินทร์อยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์จริงๆ เป็นผู้ปกครองสวรรค์ชั้นนี้ไงคะ จะขึ้นสวรรค์ชั้นที่สองคุณผู้อ่านก็ต้องไปไหว้ผู้ปกครองเขาสิคะ เป็นเทวดาก็ต้องมีมารยาทนะคะ
เริ่มการเดินทางยังไงดี เริ่มที่พิกัดละกัน
ให้คุณผู้อ่านจินตนาการถึงภูเขาที่ใหญ่มากๆลูกหนึ่ง ภูเขาลูกนี้มีชื่อว่าเขาพระสุเมรุ ที่ภูเขาลูกนี้ ตีนเขาหรือปลายล่างของภูเขาจะเป็นป่าหิมพานต์และมีสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิการตั้งอยู่ ถัดจากตีนเขาไป(ห่างจากเขา)ในระนาบเยื้องๆกัน นั่นคือโลกมนุษย์ นี่คือสาเหตุว่าทำไมเหมือนกับเราจะไปพูดคุยกับพระภูมิเจ้าที่หรือพระแม่คงคาอะไรงี้ได้ เพราะสวรรค์ชั้นที่หนึ่งและโลกมนุษย์แม้จะอยู่คนละภพแต่ระยะทางไม่ห่างกันมากนั่นเอง
กลับมาที่เขาพระสุเมรุ ในขณะที่ป่าหิมพานต์และสวรรค์ชั้นที่ ๑ อยู่ปลายเขาด้านล่าง ปลายเขาด้านบนหรือที่คุ้นปากกันคือ เชิงเขาหรือยอดเขาไปจนถึงพื้นที่เหนือเขาพระสุเมรุ เป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หรือสวรรค์ชั้นที่สอง
อย่างที่บอกว่าตั้งแต่ปลายเขาไปถึงเหนือเขา นั่นขึ้นอยู่กับลำดับชั้นของเทวาในดาวดึงส์ค่ะ เทวดาที่บุญน้อยสุดจะมีวิมานขนาดกะทัดรัดอยู่ปลายเขา เทวดาที่บุญปานกลางจะมีวิมานขนาดใหญ่ขึ้นมาอยู่ที่ยอดเขา และบรรดาเทวดาบุญหนักศักดิ์ใหญ่สุดจะมีวิมานหลังอลังการอยู่เหนือเขา ใกล้หรืออยู่ในเมืองหลวงแห่งดาวดึงส์ คือ นครสุทัสสนะ หรือ สุทัสสนนคร ซึ่งเป็นที่พำนักของพระอินทร์ ผู้ปกครองแห่งดาวดึงส์ นครสุทัศน์มีความกว้างประมาณ ๑๐,๐๐๐ โยชน์ หรือประมาณ ๑๖๐,๐๐๐ กิโลเมตร
หลายท่านก็คงจะงงอยู่ที่ว่าหาในแผนที่ไม่เจอ ก็ใช่ค่ะ คิดง่ายๆกว่าใหญ่มากและสูงกว่าโลกมนุษย์ละกัน (หาเจอก็แย่แล้ว แค่คิดว่ามีคนโลภคนแผนที่เจอแล้วปีนขึ้นสวรรค์ไปปล้น ก็แย่ละ)
การจะไปไหว้พระอินทร์ในฐานะบริวารของท่านได้ เราจะต้องไปเกิดเป็นเทวดาในชั้นนี้ให้ได้เสียก่อน แต่ก่อนจะคิดว่าทำไมเราต้องมาเกิดเป็นเทวดาชั้นนี้ด้วยล่ะ? (เออ นั่นน่ะสิ อยู่ดีๆก็มาชวน แปลกคน) มาดู(อ่าน)ก่อนดีกว่า ว่าเกิดเป็นเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขาได้อะไรและมีความเป็นอยู่(คร่าวๆ)อย่างไรบ้าง
สิ่งที่จะได้รับเมื่อเป็นเทวดา/นางฟ้าชั้นดาวดึงส์ ได้แก่
๑. อายุขัยสูงสุดเท่ากับ ๓๖,๐๐๐,๐๐๐ (สามสิบหกล้าน) ปี หากคุณผู้อ่านจำได้ สวรรค์ชั้นที่หนึ่งจะมีอายุขัยสูงสุดที่ ๙,๐๐๐,๐๐๐ (เก้าล้าน) ปี ส่วนชั้นนี้อายุคือ ๑ วันบนสวรรค์เท่ากับ ๑๐๐ ปีมนุษย์ ดังนั้นระยะเวลา ๑ ปีสวรรค์ จะเท่ากับ ๓๖,๐๐๐ ปีมนุษย์ ซึ่งเทวาชั้นนี้มีอายุขัยสูงสุดคือ ๑,๐๐๐ ปี สวรรค์ คูณทุกอย่างก็ได้สามสิบหกล้านปี
๒. รูปลักษณ์ : หากเป็นนางฟ้า จะสวยสะพรั่งแบบหญิงสาวอายุ ๑๖ ตลอดอายุขัย หากเป็นเทวดา ก็จะหล่อแบบหนุ่มอายุ ๑๖ หรือ ๒๐ (ที่เราเคยอ่านมันยี่สิบ แต่ deepseekบอกสิบหก) ตลอดอายุขัย ไม่แก่ ไม่เหี่ยว ไม่มีเหงื่อไคลหรือกลิ่นตัว(เว้นแต่กำลังจะตาย) ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บใดๆ เดินอีท่าไหน ตกหมอนยังไงก็ไม่เจ็บ(เริดนะ) พ่วงด้วยความสามารถคือสามารถเนรมิตเสื้อผ้าและเครื่องประดับใส่ได้ตามต้องการ สำหรับทรงผม ถ้าเป็นเทวดามีบุญมาก จะได้สิ่งลักษณะแบบชฎาติดหัว(เป็นส่วนเดียวกับศีรษะ)มาแต่กำเนิด ส่วนเทวดาทั่วไปก็...อยากเนรมิตหัวเป็นทรงอะไรก็....ตามศรัทธา
๓. เนรมิตอาหารและเครื่องดื่มได้ทุกครั้งที่อยาก แต่ไม่จำต้องกิน เนรมิตมาปุ๊บ แค่ได้เห็นหรือดมกลิ่นก็อิ่มได้ แล้วไม่ต้องขับถ่ายอะไรวุ่นวายด้วย
๔. วิมาน อย่างที่บอกว่าวิมานมีสามสีหลัก ทอง เงิน และแก้ว เราก็เลยไปถามเอไอว่าไอ้สามสีเนี่ย เลือกได้เองหรือไม่ประการใด คำตอบคือ เลือกไม่ได้ ได้ตามชนิดของบุญ กล่าวคือ
- บุญจากการให้ทาน : จะได้วิมานแก้วและทอง
- บุญจากการรักษาศีล : จะได้วิมานเงินและแก้วผลึก
- บุญจากการฟังธรรม : จะได้วิมานที่โปร่งแสงเหมือนคริสตัลหรือมีแสงระยิบระยับ
- บุญจากการทำสมาธิ : จะได้วิมานนุ่มนวลสบายตา สีสันเปลี่ยนไปตามอารมณ์
- ทำบุญทุกประเภท : จะได้มหาวิมานที่ประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ ครบทุกสี
ดังนั้นอย่าพยายามคิดว่าขึ้นสวรรค์แล้วฉันจะทาสีบ้านเป็นสีดำทำเป็นธีมฮาโลวีน, สีแดงตรุษจีน, สีม่วงจี๊ดจ๊าด ไม่มีเด้อ และเผื่อใครสงสัยว่า ทำไมมีแต่แก้ว ทอง เงิน ไม่มีเพชร เราก็ถามมาให้ละ(เพราะเราอยากรู้) คำตอบคือ บนสวรรค์ เพชรถือเป็นวัสดุถูกๆที่ใช้ปูถนน บนสวรรค์จะนิยมพวกทอง แก้ว หรือแม้แต่ไพฑูรย์(ที่เราแย้งว่าบนโลกถูกกว่าเพชรอีกนะ) ก็ยังเป็นหินที่มีค่ากว่าเพชร
๕. บริวาร ก็คือสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นในเรือนของเทวดาแต่ละคน ถ้าเป็นคนก็เป็นเทวดาบริวาร ถ้าเป็นสัตว์ก็..อารมณ์สัตว์เลี้ยง เช่น นกน้อยคอยร้องเพลงให้ฟังในวิมาน เทวดาที่มีวิมานของตนเองโดยทั่วไปจะมีบริวาร น้อยที่สุดก็หลักหน่วยหลักสิบ เยอะที่สุดก็หลักแสน ขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีแต่ละคน ซึ่งจริงๆบริวารก็ไม่ได้ต้องทำงานอะไรหนักหนาเพราะบนสวรรค์ไม่ต้องทำงาน แต่มีไว้ช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ เช่น เห็นเรานั่งพักผ่อนอยู่ก็มาถามว่า มีอะไรให้ช่วยไหม หรือ ไปเก็บดอกไม้ให้ไหม เป็นต้น และเราเชื่อว่าต้องมีคนสงสัยเกี่ยวกับบริวาร เราก็ไปหาคำตอบมาเท่าที่เราสงสัย ได้ดังนี้
- เทวดาที่เป็นบริวาร คือ เทวดาที่มีบุญพอได้เกิดบนสวรรค์ แต่บุญนั้นไม่มากพอจะมีวิมานของตัวเอง เขาจึงต้องมาเกิดภายใต้การดูแลของเทวดาคนใดคนหนึ่งเพื่อขออยู่ในความดูแล อาจเป็นคนที่มีบุญสัมพันธ์กับเทวดาเจ้าเรือนอยู่ก่อนแล้วหรือใครก็ได้ที่กรรมเหวี่ยงไป
- และใช่ค่ะ หากเป็นกรณีที่เทวดาบริวารเป็นคนละเพศกับเจ้าเรือน กรณีฮาเรมสามารถเกิดขึ้นได้
- ที่เราบอกคุณผู้อ่านว่า วิมานมีขนาดต่างๆกันไป คุณผู้อ่านอาจจะจินตนาการว่ามันคืออารมณ์บ้านเดี่ยวสี่ห้องนอน สามห้องน้ำ สองที่จอดรถ แล้วเผลอคิดออกมาว่าถ้ามีบริวารเป็นร้อยมันจะอยู่กันยังไง จริงๆแล้ว เอไอบอกเราว่า วิมานของเทวดาแต่ละคนคือบ้านหลังใหญ่ ห้องเยอะ ไม่ว่าวิมานคุณจะมีขนาดเท่าไหนก็ตามแต่มันจะมีห้องพอให้คุณและเทวดาบริวารของคุณอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น อยู่พอแน่นอน (แสดงว่ามันต้องใหญ่!!!//ความเห็นส่วนตัว)
๖. พาหนะ/ สัตว์พาหนะ : จริงๆแล้ว อยู่บนสวรรค์สามารถไปไหนมาไหนได้ด้วยการ เหาะ! ถ้าบุญมากหน่อย คิดว่าจะไป เหาะปุ๊บถึงที่หมายเลย ส่วนเทวดาสามัญชนก็อารมณ์แบบลอยบนฟ้าชมวิวไปเรื่อยๆจนถึงที่หมาย อย่างไรก็ดี ถ้าบุญมีมากพอ กรรมจะจัดสรรพาหนะมาให้ อาจเป็นรถ(แน่นอนว่าแล่นเองไม่ใช้น้ำมันหรือพลังงานใดๆ) หรือ ม้าสักตัว อะไรแบบนั้น อ่อ ข้อนี้เป็นข้อเดียวที่ไม่ได้มีทุกคน
ที่คือสิ่งที่จะได้คร่าวๆ เมื่อเป็นเทวดาชั้นดาวดึงส์ เอาล่ะ มาดูกันต่อว่าวันหนึ่งๆเทวดาเขาทำอะไรกันบ้าง
กิจกรรมบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
บนสวรรค์ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องไปโรงเรียน ไม่ต้องไปมหาวิทยาลัย ไม่มีประชุม ไม่มีสอบ ไม่มีกิจกรรมใดๆที่ถูกบังคับทำทั้งสิ้น ทุกคนอยู่ในที่ของตัวเอง แต่ถ้าคุณผู้อ่านกำลังคิดว่าฉันจะสะสมทรัพย์สินเยอะๆแล้วจะเอาขึ้นไปใช้หาความสำราญบนสวรรค์ หยุดค่ะ!!! ทรัพย์สินทุกอย่างบนโลกใบนี้ถือเป็นกายหยาบที่ไม่สามารถนำขึ้นสวรรค์ได้ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าแบรนด์เนมราคาเป็นแสน กล้องถ่ายรูปพร้อมเลนส์คู่ใจ เครื่องเล่นเกมพร้อมแผ่นเกมหลายตลับ หนังสือเป็นร้อยๆเล่มบนชั้นหนังสือ หรืออะไรก็แล้วแต่
คุณผู้อ่านตายเมื่อไหร่ เอาอะไรไปไม่ได้เลย มองดูสิ่งของพวกนี้ถูกทำลายหรือเปลี่ยนเจ้าของไปเถอะ
พอขึ้นสวรรค์ปุ๊บ กรณีไม่ใช่เทวดาบริวาร(เป็นบริวารต้องใช้ชีวิตไป คอยบริการเจ้าของเรือนไป) คุณผู้อ่านจะมีแค่ตัวเอง(อยากแต่งตัวไงก็คิดเอาเลย) วิมานหรือบ้านหนึ่งหลัง แล้วก็อาจจะมีบริวารจำนวนหนึ่ง
อ้าว แล้วทำอะไรดี ถามไอเอมาให้แล้ว
๑. นึก : คือการระลึกถึงสิ่งต่างตามแต่ใจของเทวดา เช่น คุณผู้อ่านไม่สามารถแบกหนังสือไปอ่าน แบกเกมไปเล่น แบกซีดีภาพยนตร์ไปดู สิ่งที่คุณผู้อ่านทำได้ คือระลึกถึงความทรงจำ ความสุข หรือเรื่องราวของหนังสือ เกม หรือภาพยนตร์นั้นๆ ที่เคยเสพสมัยเป็นคน แล้วดื่มด่ำกับความทรงจำเหล่านั้นไปได้เรื่อยๆตามที่ต้องการ และสำหรับหนังสือที่ยังไม่ได้อ่าน เกมที่ยังไม่ได้เล่น หรือภาพยนตร์ที่ยังไม่ได้ดู เราถามเอไอมาให้แล้ว(เพราะเราก็มี เอิ้ก) สิ่งที่พอจะทำได้คือ ก่อนตาย(ชาติเนี้ยแหละ) ให้ไปยืนหน้าคอลเลคชั่นของตัวเอง แล้วอธิษฐานในทำนองว่า ขอให้เมื่อขึ้นสวรรค์ไปแล้ว ฉันสามารถจดจำหนังสือ เกม หรือภาพยนตร์เหล่านี้และสามารถระลึกถึงความสุขเกี่ยวกับมันได้
ส่วนวิธีอื่นก็เช่น สอดส่ายสายตาลงมายังโลกมนุษย์ หาว่ามนุษย์คนไหนกำลังอ่านหนังสือเล่มที่คุณผู้อ่าน(ซึ่งตอนนั้นเป็นเทวดาแล้ว)อยากอ่าน แล้วก็อ่านร่วมไปขณะที่มนุษย์คนนั้นอ่าน (ลำบากเนอะ) หรือไม่ก็ถามเทวดาบริวารของคุณผู้อ่านว่า เธอๆ เคยดูภาพยนตร์เรื่องนี้รึยัง เล่าให้ฟังหน่อยสิ
เออออ การนั่งเฉยๆแล้วเสพความสุขจากความนึกคิดของตัวเองนี่ก็น่าสนใจนะ เพราะเรามีความคิดเยอะแยะไว้บริการตัวเอง ไม่ว่าจะร้อยแก้ว ร้อยกรอง หรือนิยาย คิดง่ายๆ ทุกบทความที่คุณผู้อ่านได้อ่านเนี่ยค่ะ มันอยู่ในหัวเราอยู่ก่อนแล้ว เราอ่าน/ฟัง/เสพ(เราไม่แน่ใจว่าควรใช้คำว่าอะไร)ความคิดของตัวเองมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งรอบก่อนพิมพ์เป็นบทความ คอยดูเถอะ ถ้าได้อยู่ดาวดึงส์เมื่อไหร่ เราจะเรียกความทรงจำตัวเอง ทั้งร้อยแก้ว ร้อยกรอง ทั้งนิยายที่แต่งเล่นๆตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมารีรันให้หมด
๒. ส่อง : ชั้นดาวดึงส์อยู่สูงกว่าโลกมนุษย์และจักรวาล เพราะงั้นกิจกรรมอย่างนึงที่ทำได้หากสนใจ คือการมองลงมายังเบื้องล่าง ประการแรกคือดูดาว แบบที่เราแหงนหน้าขึ้นมองตอนเป็นคนอ่ะค่ะ แต่เทวดาชั้นดาวดึงส์เขามองลง อีกหมุดหมายนึงที่ส่องได้คือโลกมนุษย์ เทวดาที่สนใจใคร่รู้อาจจะคอยมองดูว่ามนุษย์ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง ถ้าทำดีก็คอยอนุโมทนา(เป็นการดูดบุญเข้าตัวอย่างหนึ่ง) ถ้าสวดมนต์หรือฟังธรรม ก็อาจส่งจิตมาร่วมสวดหรือร่วมฟังธรรมด้วย ส่วนถ้าทำเลว ถ้าเป็นคนที่เทวดาห่วงใยก็อาจส่งกระแสจิตมาเตือนว่า อย่าทำชั่วเลยนะ อะไรงี้
เพราะฉะนั้นคำพูดที่ว่า ทำอะไรเทวดาเห็นนะ ไม่เกินจริง
๓. เนรมิต : นึกถึงเรื่องเก่าๆแล้ว ส่องมนุษย์เพื่อขอแอบอ่านหนังสือไปแล้ว ยังไม่พอใจ ก็เสกมันขึ้นมาเองไปเลยสิคะ!! ใช่ค่ะ เทวดาบนสวรรค์สามารถเนรมิตทรัพย์สินสิ่งของใดๆก็ได้ขึ้นมาชื่นชมใช้สอยได้ตามแต่ใจนึก เพราะฉะนั้นแม้จะไม่สามารถหยิบจับทรัพย์สินที่มีตอนเป็นคนไปใช้บนสวรรค์ได้ก็ตาม นึกอยากอ่านหนังสือเล่มไหน ก็เสก ปิ๊งง หนังสือมาอยู่ในมือ อยากจะหิ้วกระเป๋ากุชชี่ไปฟังธรรม ปิ้งง กระเป๋ารุ่นที่อยากได้ก็มาคล้องแขน ฯลฯ แต่โน้ตไว้นิดนึงนะว่าสิ่งของที่เนรมิตขึ้นมาเนี่ยไม่ได้อยู๋ถาวร ขึ้นอยู่กับพลังแห่งจิตใจของเทวดาตนนั้นๆเป็นสำคัญ เช่นเนรมิตหนังสือขึ้นมา อ่านจบก็อาจจะหายไป หรือเนรมิตช่อทิวลิปมาถือเล่น(เพื่อ?) สองวันก็หายไป อะไรงี้
๔. ร้องรำทำเพลง : บนสวรรค์เป็นที่ซึ่งผู้คนนิยมชมชอบดนตรี จึงมีกิจกรรมทางดนตรีที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการรื่นเริงสังสรรค์ที่มีการขับร้อง ฟังนกการเวกหรือบริวารขับร้อง แม้แต่ร้องเพลงด้วยตนเอง ส่วนคุณผู้อ่านท่านไหนร้องเพลงไม่เป็นไม่ต้องใจเสียไปนะคะ เอไอบอกว่า แม้บนโลกเสียงคุณจะเพี้ยนวินาศสันตะโรแค่ไหนก็ตาม พอขึ้นสวรรค์แล้วเสียงคุณจะกังวานใสสามารถขับขานคลอไปกับเทวดาอื่นๆได้สะดวกโยธิน และจะเนรมิตเครื่องดนตรีมาเล่นคลอไปกับเพลงด้วยก็ได้
แต่ว่านะ ความสามารถเป็นสิ่งที่ติดตัว เพราะฉะนั้นเนี่ย ถ้าคุณร้องเพลงเพราะอยู่แล้ว บนสวรรค์ก็จะยิ่งร้องเพราะ และลงมาเกิดอีกก็จะถูกดึงดูดเข้าหาบทเพลงและขับร้องได้เสนาะหูอีก ส่วนคนร้องเพี้ยน เสียใจด้วย คุณร้องเพราะได้เฉพาะตอนอยู่บนสวรรค์ ลงมาเกิดคราใด ถ้าคุณไม่ฝึก คุณก็ร้องเพี้ยนเหมือนเดิม เครื่องดนตรีก็เหมือนกัน ต่อให้คุณเสกอะไรก็ได้มาอยู่ในมือ ถ้าตั้งแต่บนโลกคุณเล่นมันไม่เป็น บนสวรรค์คุณก็จะเล่นมันไม่ได้ด้วยเหมือนกัน
ส่วนใครที่ร้องเพลงได้เล่นดนตรีเป็น หายห่วงค่ะ ก่อนตายคุณร้องได้กี่เพลง เล่นเครื่องดนตรีได้กี่อย่าง ขึ้นสวรรค์ไปเพลงทุกเพลงในหัวและความสามารถด้านดนตรีทุกอย่างจะตามไปด้วย แถมยังไปหัดร้องเพลงของสวรรค์ต่อได้อีก ม่วนจอย
๕. ชมสวน : สวรรค์ชั้นดาวดึงส์มีสวนทั้งหมด ๔ แห่ง มีลักษณะรองรับกิจกรรมที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้
- สวนนันทวัน(สวนที่รื่นรมย์) - อยู่ทางทิศตะวันออก ว่ากันว่าเป็นที่ซึ่งใช้ต้อนรับสมาชิกใหม่ เทวดาเกิดใหม่มักจะมาปรากฏตัวที่สวนนันทวัน เทวดาอื่นก็จะมาต้อนรับ และในทางกลับกัน เมื่อเทวดาจะไปเกิดใหม่ก็จะมารำลึกความหลังที่นี่ เทวดาอื่นก็จะมาอวยพรให้ได้ไปเกิดเป็นมนุษย์
- สวนผารุสกวัน หรือปารุสกวัน - อยู่ทางทิศใต้ มีอีกชื่อว่าป่าลิ้นจี่ ถือเป็นแดนบันเทิงและการเล่นหลุดโลก อย่างแรกที่ทำได้คือมาเด็ดลิ้นจี่หรือผลไม้อื่นๆที่อยู่ในสวนกิน รสชาติขึ้นอยู่กับผู้เด็ด เทวดาอยากให้เปรี้ยวมันก็เปรี้ยว เทวดาอยากให้หวานมันก็หวาน และเนื่องจากต้นไม้เยอะ นี่จึงเป็นที่ๆเทวดานิยมเล่นซ่อนแอบกัน นอกจากต้นไม้แล้วจะมีลานโล่งๆซึ่งมักนิยมแสดงดนตรี โดยหลายครั้งจะเชิญ(ลาก)คนธรรม์จากสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกามาร้องเพลงและฟ้อนรำให้ชาวเมืองได้ชม ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่จะมีสระบัวแก้วเรืองแสงและศิลาทิพย์เรืองแสง จึงเหมาะอย่างยิ่งแก่การมานั่งชมแสงสวยๆจากสิ่งเหล่านี้ ว่ายน้ำ แข่งเรือ เล่นคลื่น(ในแม่น้ำ? โอ๊ะแม่เจ้า) ดูบัว หรือไม่ก็มานั่งจีบกันบนแท่นศิลาเรืองแสง (ดูว่างจริงนั่นแหละ!!! คนธรรมดาที่ต้องทำงานจะมีเวลามานั่งงี้มะ//เครียดกับงานแล้วพาล)
- สวนจิตรลดา - อยู่ทางทิศตะวันตก เป็นสวนที่รายล้อมด้วยกำแพงแก้วและมีต้นไม้ทิพย์ที่ออกดอกผลเป็นเครื่องประดับและเครื่องแต่งกาย ชาวสวรรค์ชอบมาที่นี่เพื่อเก็บดอกผลเหล่านั้นไปใช้สอย ตลอดจนเนรมิตเครื่องแต่งกายมาประชันความงามกัน(อารมณ์แฟชั่นโชว์) สวนแห่งนี้ยังมีเถาวัลย์ทิพย์ชื่ออาสาวดี ที่จะออกดอกทุกๆ 1000 ปี (หนึ่งพันปีออกดอกหนึ่งครั้ง) เทวดาจะมารอแย่งกันเก็บผลของเถาวัลย์เพราะผลนี้เมื่อสุกจะมีน้ำทิพย์รสเลิศ ดื่มแล้วเปล่งประกายและเบิกบาน (มีส่วนผสมของคอลลาเจนบวกกัญชาป่ะเนี่ย?) ส่วนที่กว้างๆในสวนนั้น เทวดาเขานิยมมาแข่งรถกันค่ะ แต่ไม่ใช่รถแข่ง f1 แบบที่อิตาลีนะคะ เขาแข่งด้วยรถม้าค่ะ(ดูแอนทิค) และว่ากันว่าที่นี่มีการจัดวางผังเมืองอย่างวิจิตรบรรจงทั้งต้นไม้ สระน้ำ แท่นหิน เทวดาบางคนจะมาที่นี่เพื่อชมสถาปัตยกรรมเหล่านี้ (art gallery สินะ)
- สวนมิสสกวัน - อยู่ทางทิศเหนือ เหมือนปารุสกวันบวกจิตรลดาผสมกัน ที่นี่มีที่กว้างสำหรับจัดงานดนตรี(aka concert) มีดอกไม้ทิพย์นานาพรรณให้มาดูดอกไม้ เก็บดอกไม้ หรือแข่งกันหาดอกไม้แปลกๆ มีสระโบกธรณีให้ทำกิจกรรมทางน้ำ และเพราะมันเต็มไปด้วยความบันเทิงนี่เองมันจึงกลายเป็นที่นัดพบปะสังสรรค์หาคู่ของเหล่าเทวดาไปด้วย
๖. อัพสกิลความเป็นชาวพุทธเพื่อการหลุดพ้นจากสังสารวัฎ : ดาวดึงส์มีที่สงบอยู่สองที่ ที่แรกคือสวนปุณฑริกวันหรืออุทยานแห่งต้นไม้ระลึกชาติ ที่เรียกแบบนี้เพราะที่นี่มีต้นปาริชาตที่มีความพิเศษสามประการ หนึ่งดอกปาริชาติจะมีกลิ่นหอมฟุ้งที่ดมแล้วเทวดาจะสามารถระลึกอดีตชาติของตัวเองได้ สองคือดอกปาริชาติจะมีสีแดงสดและเรืองแสงในตัวเอง สดสวยสว่างไสวทั่ว สามคือเมื่อดอกบานแล้วจะมีสายลมพัดดอกปาริชาติเหล่านี้ให้ตกบนพรมอย่างสวยงาม อีกแห่งคือพระมหาเจดีย์จุฬามณี ถือเป็นวัดหลวงกลางของดาวดึงส์ มีเจดีย์ ในเจดีย์มีพระเกศา(เส้นผม)และพระเขี้ยวแก้ว(ฟัน)ของพระพุทธเจ้าให้สักการะ ที่นี่มักใช้ในการฟังเทศน์ฟังธรรมของเหล่าเทวดา หรือถ้าไม่ใช่วันพระเทวดาสามารถมานั่งสมาธิได้
บนสวรรค์ไม่มีคนยากจนสำหรับบริจาคทาน ไม่มีหมาแมวจรให้ซื้ออาหารเลี้ยง การต่อแต้มบุญทำได้สองทางหลักๆ หนึ่งคือฟังธรรมที่ศาลากลางเมืองทุกวันพระ สวรรค์ชั้นนี้เป็นชั้นที่มีเนื้อนาบุญเสด็จมาแสดงธรรมอยู่เนืองๆอยู่แล้ว อีกวิธีเติมแต้มบุญคือการเจริญสมาธิภาวนา ข้อดีของการเป็นเทวดาคือ นั่ง(อี)ท่าไหนก็ไม่เมื่อยไม่เหนื่อยไม่เจ็บไม่ง่วง ข้อเสียคือ ด้วยความที่มันสบายไปหมด จิตมันเลยประมาทขี้เกียจปฏิบัติธรรมได้ง่าย แต่ถ้าคิดได้ก็ควรทำ เพราะถ้าบรรลุธรรมได้ หมดบุญจากชั้นนี้มีสิทธิขึ้นชั้นดุสิต พรหม หรือบรรลุอรหันต์ได้ ขึ้นอยู่กับบุญกรรมและการกระทำเป็นสำคัญ
๗. แข่งเหาะ contest : อันนี้เป็นการละเล่นนอกเหนือจากแข่งรถม้าและโต้คลื่น อารมณ์คล้ายคนวิ่งแข่ง แต่เทวดาเขาเท้าไม่แตะพื้น มันเลยกลายเป็นเหาะ กติกาก็กำหนดสถานที่และระยะทาง ใครถึงก่อนได้พวงมาลัยทิพย์เป็นรางวัล (มีใครคิดเหมือนเราไหมว่า แข่งทำไมวะ รางวัลก็ไม่ได้ดึงดูดอะไร//ว่างจริงแหละ) และผู้ชนะก็อาจได้รับความสนใจจากนางฟ้าคนอื่นๆที่ชมการแข่งขันอยู่
สำหรับผู้สงสัย เราถามให้ละ ส่วนใหญ่คนแข่งอะไรถึกๆมักเป็นเทวดาผู้ชาย ส่วนเทวดาผู้หญิงที่จิตใจผู้หญิ้งงง ผู้หญิง เขาจะแยกไปประกวดประขันเรื่องการระบำมากกว่า แต่ถ้าเป็นผู้หญิงบ้าๆ(แบบเรา...หน่อยๆ) ก็แข่งได้นะ กีฬาแมนๆอ่ะ เขาไม่ห้าม
ความสัมพันธ์บนสวรรค์
เนื่องจากชั้นนี้อุบัติขึ้นแบบโอปาติกะ ไม่ผ่านมดลูกของหญิงใด จึงไม่มีพ่อแม่พี่น้องลุงป้าน้าอาอะไรทั้งสิ้น จะมีก็คือ
๑. คนที่เคยดีต่อกันบนโลก แล้วมาเจอกันอีก : ก็จะเป็นเพื่อนกัน หรือถ้าคนละเพศก็อาจพัฒนาเป็นคนรักได้
๒. คนที่เคยร้ายต่อกันบนโลก แล้วมาเจอกันอีก : เขม่นกันในลักษณะต่างคนต่างอยู่ ไม่มีตบตีด่าทอลอบฆ่าอะไรอย่างนั้น มันผิดกฎสวรรค์ แล้วบาปด้วย
๓. คนรัก/คู่รัก : มีสองแบบ แบบแรกคือเกิดขึ้นมาพร้อมกันในวิมานเดียวกันในลักษณะเจ้าของร่วม ไม่ใช่คนนึงเป็นเจ้าอีกคนเป็นบริวาร อาจเพราะเคยเป็นคู่กันมาก่อนแล้วตายพร้อมกัน บุญเสมอกันเลยมาครองคู่กันต่อบนสวรรค์ (ไม่เบื่อกันเหรอ??)
อีกแบบนึงคือต่างคนต่างมา แล้วมาชอบพอกันบนสวรรค์ และถ้าตกลงปลงใจร่วมหอลงโลงกันปุ๊บ บ้านเทวดาสองคนจะรวมเป็นบ้านเดียวกันปั๊บ แล้วก็อยู่ด้วยกันเลยนับแต่นั้นเป็นต้นมา (ง่ายจังวะ???)
ส่วนถ้าใครถามว่า แล้วถ้าเป็นเทวดาบริวารไปชอบเจ้าวิมานคนอื่นทำไงอ่ะ โอ้ใจเย็นค่ะ อยู่สวรรค์เดียว จะครองคู่กันได้บุญต้องเสมอกันนะคะ คือแบบ ต้องมีวิมานทั้งคู่ ต้องโสดทั้งคู่ อะไรงี้ บุญไม่เสมอกันก็จะมีเหตุให้ไม่ได้คู่กันค่ะ ลืมนิยายน้ำเน่าบนโลกไปได้
สุดท้ายสำหรับสาย 18+ ใช่ค่ะ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์มีการร่วมเพศแบบมนุษย์แต่ไม่มีการหลั่งอะไรออกมาและไม่มีการตั้งครรภ์ เพราะทุกคนเกิดแบบโอปาติกะหรืออยู่ๆก็ปรากฏขึ้นเอง ถ้าใครไม่ชอบเรื่องเพศแต่อยากเป็นเทวดา คุณต้องเล็งสวรรค์ชั้นที่สามเป็นต้นไป
สงครามระหว่างพระอินทร์กับอสูร
อันนี้เป็นข้อควรระวัง//ข้อเตือนใจสำหรับผู้สนใจขึ้นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สวรรค์ชั้นนี้ไม่สงบสุขในแง่ที่ว่า ยังคงมีสงครามอยู่เป็นระยะ คือสงครามระหว่างพระอินทร์กับอสูร เรื่องของเรื่องก็คือว่า เดิมอสูรเหล่านี้คือเทวดาชั้นดาวดึงส์นี่แหละ พอกลุ่มของพระอินทร์ขึ้นมาเขาก็มาต้อนรับเลี้ยงเหล้า ละก็เมาหลับ พระอินทร์กับพวกก็เลยจับเทวดากลุ่มนี้ โยนลงจากสวรรค์ พอกลุ่มนี้ตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองกลายสภาพจากเทวดากลายเป็นอสูรไปแล้วจึงเกิดความโกรธแค้นและยกทัพมาตี เพื่อชิงสวรรค์คืน เอไอบอกว่าความถี่คือ “เขารบกันทุกปี” (โอ๊ยยย) ซึ่งไอ้ทุกปีนี่คือรบทุกครั้งที่เห็นดอกไม้บาน
งงใช่ไหมคะ มาค่ะ อธิบาย
ดาวดึงส์มีต้นปาริชาติและดอกปาริชาติ ดินแดนของอสูรมีต้นแคฝอย อสูรก็ใช้ชีวิตของนางไป พอดอกแคฝอยบาน อสูรเห็นแล้วจะนึกขึ้นได้ว่านี่ไม่ใช่ต้นปาริชาติ แล้วจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงยกทัพไปตีพระอินทร์เพื่อชิงเมืองคืน รบไปรบมารบยังไงก็ยึดเมืองคืนไม่ได้ซักที ถึงเวลาอสูรก็ถอยกลับ นึกอยากสู้ก็ยกทัพไปตีใหม่ ความน่ากลัวคือ ปะทะจริง มีเจ็บจริงและตายจริง(ตกสวรรค์ ส่วนจะตกไปไหนขึ้นอยู่กับบุญกรรม)
และสำหรับใครที่พอใจสวรรค์ชั้นจาตุมฯ(ชั้นที่ ๑) สิ่งที่คุณต้องตระหนักคือ สวรรค์ชั้นจาตุมฯขึ้นตรงต่อพระอินทร์และโดนเกณฑ์ไปรบทุกรอบที่มีสงคราม เหตุเพราะชั้นต่ำกว่าและมีสถานะเป็น “เมืองหน้าด่าน” ก่อนถึงดาวดึงส์โดยตรง ส่วนเทวดาชั้นดาวดึงส์เองนั้น เฉพาะเทวดาที่เกิดในตำแหน่งนักรบหรือทหารที่ขึ้นตรงต่อพระอินทร์โดยตรงเท่านั้นที่ถูกเกณฑ์ไปรบ ส่วนสายสงบไม่สู้คน วันๆสวดมนต์อยู่ในบ้าน(วิมาน) เอไอบอกว่า พวกนี้ปลอดภัย
ถ้าใครอ่านแล้วรู้สึกว่า ไม่เอาและ สวรรค์ยังมีสงครามอยู่เลย จะหยุดอ่านตรงนี้ก็ได้นะคะ ส่วนถ้าใครคิดว่า อ่ะฉันรับได้ ต้องทำอย่างไรถึงได้ไป งั้นก็มาที่หัวข้อต่อไป
บุญที่ทำให้ถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
มีเรื่องที่เราต้องสารภาพ ในบทความสวรรค์ชั้นที่ ๑ เราให้ข้อมูลผิด พอดีเรามาถามเอไอเรื่องทำไงถึงได้ขึ้นสวรรค์ชั้นที่ ๒ ปรากฏข้อมูลตรงกันกับข้อมูลชั้นจาตุมฯมันตรงกัน เราเลยให้เอไอค้นคำในพระไตรปิฏกมาเลยว่า ตกลงมันยังไงกันแน่ ผลก็คือ สำหรับสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า
"บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และประทีปโคมไฟ แก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาให้ทานนั้นแล้ว ย่อมหวังผลที่จะได้รับ ย่อมมีจิตผูกพันในผลของทาน ย่อมมุ่งหวังการสั่งสมบุญ ย่อมให้ทานด้วยคิดว่า 'เมื่อตายไป เราจักได้เสวยผลของทานนี้' เมื่อตายไป เขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาชั้นดาวดึงส์"
พอเห็นปุ๊บเราก็อ้าว เฮ้ย เราเลยให้เอไอหาต่อว่า แล้วในพระไตรปิฎก สวรรค์ชั้นจาตุมฯ ไปยังไง ผลคือ
"บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมให้ทาน... แก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาให้ทานนั้นแล้ว ย่อมไม่หวังผลที่จะได้รับ ไม่มีความผูกพันในผลของทาน ไม่มุ่งหวังการสั่งสมบุญ ไม่ได้คิดว่า 'เมื่อตายไป เราจักได้เสวยผลของทานนี้' แต่ให้ทานด้วยคิดว่า 'การให้ทานเป็นการดี' เมื่อตายไป เขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา"
เพราะงั้นเหตุแห่งทาน ศีล ภาวนา น่ะถูกแล้ว ที่ผิดคือการหวังผลในทาน เดี๋ยวเราสรุปให้นะคะ
- ถ้าทำบุญทำทานโดยคิดว่า การให้ทานเป็นสิ่งที่ดี(๑) ให้แบบมีโอกาสก็ให้ไม่สม่ำเสมอและไม่ได้หวังผลของทานเป็นกอบเป็นกำ(๒) และจิตไม่ได้ผูกพัน ซาบซึ้ง หรือหวังในผลของบุญชัดเจน(๓) หากไม่มีบุญหรือบาปอื่นที่ใหญ่กว่าจะฉุดขึ้นสูงหรือลงต่ำกว่านั้น ตายไปจะได้ไปสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา
- ถ้าทำบุญทำทานโดยคิดทำนองว่า ทำบุญแล้วบุญจะส่งผลเมื่อเราตาย(๑) มีความตั้งใจในการทำบุญทำทานที่ต่อเนื่องและสม่ำเสมอกว่าชั้นจาตุมฯ(๒) มีจิตผูกพัน ซาบซึ้ง หรือหวังในผลของบุญ(๓) หากไม่มีบุญหรือบาปอื่นที่ใหญ่กว่าจะฉุดขึ้นสูงหรือลงต่ำกว่านั้น ตายไปจะได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เออแปลกเนอะ อย่างน้อยก็แปลกในความรู้สึกเรา ทำไม่หวังผลมันต้องได้บุญเยอะกว่าดิ อ้าว ไม่ใช่ กลายเป็นถ้าทำส่งๆ ดันได้ไปสวรรค์ชั้นต่ำกว่าซะงั้น แต่จุดแตกต่างตามความเข้าใจของเรา อยู่ที่ความสม่ำเสมอและความผูกพันซาบซึ้งในกรรมดีที่ทำต่างหาก เคยได้ยินเหมือนกันว่า ถ้าทำบุญแล้วซึ้งมาก นึกถึงทีไรซึ้งทุกที อันนั้นน่ะแสดงว่าบุญให้ผลมาก
ต้องขอโทษด้วยนะคะสำหรับความผิดพลาดคลาดเคลื่อนของข้อมูล ขอให้เป็นอุทาหรณ์ไว้แล้วกันว่า การคุยกับเอไอคุณผู้อ่านต้องเช็คความถูกต้องเสมอ อย่าเชื่อไปซะทั้งหมด
นี่ก็คือรายละเอียดคร่าวๆสำหรับสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ คราวหน้าจะมาพูดถึงสวรรค์ชั้นยามา สวรรค์ชั้นที่สาม รอบหน้านอกจากถามเอไอแล้วจะให้เอไอค้นข้อมูลจากพระไตรปิฎกโดยตรง ความผิดพลาดจะได้น้อยลงค่ะ
สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น