(คลังความรู้) แอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม คนข้างๆคุณอาจไม่ได้แย่ เขาแค่ป่วย
สวัสดีคุณผู้อ่านค่ะ
จริงๆอันนี้จะเรียกว่าเขียนบล็อกเต็มรูปแบบก็น่าจะไม่ได้ เราแค่อยากใช้บล็อกแทนการจดบันทึกอาการของโรคๆหนึ่ง ซึ่งเราไปเจอมา และรู้สึกว่าข้อมูลมันมีค่ามากกว่าที่จะปล่อยผ่านให้ลืมไปเฉยๆ จุดเริ่มต้นก็อย่างที่กล่าว เราไปเจอข้อมูลของโรคๆหนึ่งและเรารู้สึกสนใจ เนื่องจากอ่านแล้วรู้สึกว่าลักษณะอาการมันใกล้เคียงกับคนๆหนึ่งซึ่งอยู่ในชีวิตเรา
โรคที่ว่าคือ "แอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม" (Asperger Syndrome)
ก่อนจะทำความเข้าใจกันว่ามันคืออะไร ทุกคนรู้จัก ออทิสติก (Autism) ใช่ไหมคะ เราต่างเข้าใจคล้ายๆกันว่า ออทิสติก คืออาการผิดปกติของสมองที่พัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้คนที่มีอาการออทิสติกนี่ ในสายตาเราจะรู้สึกว่า เขา เอ๋อๆ อาจจะพูดได้ช้ากว่าคนปกติ การเรียนรู้หลายๆแง่มุมก็เป็นไปได้ลำบากกว่าคนอื่น อาจจะมีปัญหาด้านการเข้าสังคม แต่ในทางกลับกัน คนเหล่านี้หลายคนกลับมีความสามารถบางอย่างที่เก่งมากชนิดหาตัวจับยาก แต่มีความช้าๆและอาจมีปัญหาในการเข้าสังคม
เอาล่ะ นี่คือออทิสติก
กลับมาที่ แอสเพอร์เกอร์ซินโดรม
ถ้าจะอธิบายแบบคนเคยเรียนเลขให้เข้าใจง่ายสุด แอสเพอร์เกอร์ซินโดรมคือซับเซตของออทิสติก เอ่อ ถ้ายังยากไปอีก..
แอสเพอร์เกอร์ซินโดรม หรือ โรคแอสเพอร์เกอร์ คือ ออทิสติก ชนิดหนึ่ง มันคือความผิดปกติของสมองที่พัฒนาได้ไม่เต็มรูปแบบเท่าคนทั่วไป ความผิดปกติของโรคนี้จะส่งผลโดยตรงต่อการเข้าสังคมของผู้ป่วย และในขณะที่ออทิสติกมักถูกมองว่ามีสติปัญญาต่ำกว่าคนปกติ
ความฉลาดของผู้ป่วยแอสเพอร์เกอร์ซินโดรมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี บางคนก็ดีมาก แต่ข้อบกพร่องของผู้ป่วยโรคนี้ คือ ความฉลาดในการเข้าสังคมและเข้าใจคนรอบข้าง เขาจะมีความสนใจซ้ำๆอยู่แค่สิ่งที่เขาชอบจริงๆ หมกมุ่นอยู่กับเรื่องนั้น แล้วเมื่ออยู่กับคนอื่นก็จะพูดแต่เรื่องที่สนใจโดยไม่สนใจคนรอบข้าง ไม่ประสาในการอ่านท่าทางหรือภาษากายของคู่สนทนา อะไรแบบนี้
ตามข้อมูลที่ค้นๆ แอสเพอร์เกอร์ซินโดรมจะแสดงออกมาใน 3 มิติ
1. ทางภาษา : เข้าพูดคุยได้ เรียนภาษารู้เรื่อง แต่มักมีปัญหาในการเข้าใจความนัยของมุกตลกหรือความหมายแฝงของคำ
2. ทางสังคม : เราจะเคยได้ยินคำจำกัดความของออทิสติกคือ "ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว" ส่วนแอสเพอร์เกอร์นั้น สรุปรวมๆคือ "ไม่รู้กาละเทศะ" เขาจะทำอะไรขาดๆเกินๆ ควรจะสบตาบางทีก็หลบตา หรือไม่ก็จู่ๆโพล่งอะไรออกมาดื้อๆ
3. ทางพฤติกรรม : ก็อย่างที่เกริ่นไว้ ผู้ป่วยจะสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเป็นพิเศษ แล้วก็จะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งๆนั้นไม่หยุดหย่อน บางรายก็จะไวต่อสิ่งเร้าบางอย่างมากกว่าคนปกติ
จะว่าไป ถ้าไม่นับว่าเป็นโรคล่ะก็ ไอ้การหมกมุ่นกับบางสิ่งแล้วฝึกจนเก่งขึ้นได้ นี่คือลักษณะของอัจฉริยะเลยนะ ไม่น่าแปลกใจที่ข้อมูลบอกว่าผู้ป่วยโรคนี้มีระดับสติปัญญาที่ปกติไปจนถึงสูง คนเราจะเก่งอะไรสักอย่างมันก็ต้องเอาตนเองไปจมอยู่กับสิ่งนั้นป่ะ?
นี่คือข้อมูลคร่าวๆของแอสเพอร์เกอร์ซินโดรมที่เราอยากเก็บไว้เผื่อเป็นประโยชน์ จริงๆก็ไม่รู้เหมือนกันแหละว่าประโยชน์อะไร เพราะจะลุกขึ้นเอาข้อมูลไปถามคนบางคนและคนรอบข้าง ก็คงไม่มีใครอยากลุกขึ้นมาเช็คหรอกว่าตัวเองป่วยรึเปล่า เรียกว่าเก็บไว้อ้างอิงเผื่ออยากใช้ก็แล้วกัน
อีกอย่าง เราว่าการศึกษาเรื่องนี้ก็ดีเหมือนกัน มันอาจทำให้เรามองคนรอบข้างที่ดู "แปลกๆ" ในมุมที่แตกต่างออกไป จากที่รู้สีกว่า ไอ้เจ้านี่แม่งเป็นอะไรของมันวะ บางทีพอรู้อาการของโรคนี้แล้วเอามาจับ เราก็อาจจะแค่ เอ๊อ นางก็อาจจะป่วยก็ได้ เพราะงั้นถ้าไม่ถือสาได้ก็ช่างนางเถอะ
ทั้งนี้และทั้งนั้น แอสเพอร์เกอร์ซินโดรม หรือ ออทิสติก ไม่เกี่ยวอะไรกับการเป็นอินโทรเวิร์ส หรือ พวกโลกส่วนตัวสูง ถึงแม้จะไม่ชอบเข้าสังคมคล้ายๆกันก็เหอะ สมองของพวกเราอินโทรเวิร์สมีการพัฒนาไม่ต่างจากพวกเอ็กโทรเวิร์ส แค่ไม่ชอบแหกปากหาชาวบ้านแบบพวกชอบเข้าสังคมก็เท่านั้น
มาหาเรื่องจะด่าให้ บอกเลย โลกส่วนตัวสูงนี่แหละด่าเจ็บ เพราะอ่านหนังสือเยอะ คลังศัพท์เพียบ จะเอาคำด่าภาษาไทย จีน อังกฤษ ญี่ปุ่น เยอรมัน ก็ว่ามา พร้อมบวก!!!
ขอจบลงห้วนๆตรงนี้แหละ หวังว่าข้อมูลจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ
สวัสดีค่ะ
ข้อมูลอ้างอิง
https://th.rajanukul.go.th/preview-5041.html
https://www.manarom.com/blog/let_learn_asperger_syndrome.html
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/56316/-blog-parheadis-parhea-par-parpres-parsch-
google.com
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น